การจัดการและรับมือกับโรคออฟฟิศซินโดรม
Office Syndrome คืออะไร ทำไมจึงพบบ่อย?
ออฟฟิศซินโดรม คือ กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืด รวมถึงอาการปวดหรือชาจากการอักเสบของเนื้อเยื่อและเส้นเอ็น รวมถึงปัญหาทางร่างกายและจิตใจ เช่น เครียด เหนื่อยล้า ปวดหัว ปวดหลัง และอื่นๆ และมักเกิดขึ้นกับคนทำงานที่ต้องนั่งทำงานในออฟฟิศหรือทำงานโดยใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือเป็นประจำ
โรคออฟฟิศซินโดรมกำลังพบได้บ่อยมากขึ้นเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของการทำงานประจำและการใช้เวลาหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน สิ่งนี้นำไปสู่ปัญหาสุขภาพจากการทำงานและปัญหาอาชีวอนามัยที่เพิ่มขึ้นในหมู่พนักงานออฟฟิศ แต่ล่าสุดพบโรคนี้ในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปที่มีพฤติกรรมไม่ออกกำลังกายและมีไลฟ์สไตล์การเรียนหรือทำงานเดิมๆ ซ้ำๆ ขยับตัวเพียงเล็กน้อย เช่น ติดออนไลน์ ชอบดูซีรีส์ต่อเนื่องหรือใช้คอมพิวเตอร์นานๆ โดยเฉลี่ย 2-6 ชม./วัน รวมถึงนักเรียนเตรียมสอบที่อ่านหนังสือและเรียนในท่านั่งเดิมนานๆ
หลายคนอาจเอะใจว่าอาการเริ่มต้น เช่น เมื่อยคอ บ่า ไหล่ ปวดหลัง ปวดศีรษะ นั้นไม่ใช่อาการที่รุนแรงมากนัก แต่หารู้ไม่ว่าอาการเริ่มต้นเหล่านี้ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น โรคนอนไม่หลับ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โรคข้ออักเสบและโรคกล้ามเนื้อและกระดูก ปัญหากระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกสันหลัง จนกลายเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมในที่สุด อาการปวดที่พบบ่อยในคนไข้คืออาการปวดต้นคอ “ฮอร์โมนคอร์ติซอล” ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ตอบสนองต่อความเครียดเพิ่มขึ้น เมื่อรวมกับการพักผ่อนไม่เพียงพอและการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานานจะทำให้ร่างกายของคุณเครียดมากขึ้น หากไม่ดูแลอาจนำไปสู่โรคเรื้อรังระยะยาวได้
การระบุอาการของ Office Syndrome และวิธีต่อสู้กับมัน
ในบทความนี้ เราจะพูดถึงอาการต่างๆ ของ Office Syndrome รวมถึงวิธีจัดการด้านอาชีวอนามัยเพื่อให้คุณมีสุขภาพที่ดีและมีประสิทธิภาพในที่ทำงาน เราจะดูเคล็ดลับในการระบุสัญญาณของความเหนื่อยล้าในที่ทำงานเพื่อให้สามารถรักษาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
อาการของ Office Syndrome มีอยู่มากมาย แต่อาการที่พบบ่อยที่สุดได้แก่:
1. ปวดกล้ามเนื้อ พังผืด เป็นอาการยอดฮิตของออฟฟิศซินโดรม โดยเริ่มจากการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณคอ ไหล่ สะบัก หลัง และสะโพก และมักเป็นเรื้อรังไม่หายไป
2. เส้นประสาทข้อมือถูกกดทับ : เกิดจากมีพังผืดบริเวณข้อมือ (ด้านฝ่ามือ) ทำให้เส้นประสาทบริเวณนั้นถูกกดทับ ปวดและชาที่นิ้ว ฝ่ามือ หรือแขน
3. นิ้วล็อก เกิดจากการออกแรงที่นิ้วมากเกินไปและบ่อยจนเกิดการเสียดสีกับปลอกหุ้มเอ็น และเส้นเอ็นของนิ้ว อาการนี้มักพบในผู้ที่ทำงานเป็นแม่บ้าน
4. Tendonitis: อาการบวมหรือปวดบริเวณเส้นเอ็น มักเป็นบริเวณหัวไหล่ ข้อศอก ข้อเท้า ข้อเข่า และข้อมือ ซึ่งมักเกิดจากอุบัติเหตุ การกระแทก และการใช้งานที่รุนแรง หรือใช้บ่อยเกินไปทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บบริเวณที่เป็น
5. โรคตาแห้ง เกิดจากการทำงานผิดปกติของต่อมน้ำตา สาเหตุอาจมาจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือนานเกินไป
6. ปวดตา เนื่องจากการจ้องหน้าจอหรือโทรศัพท์มือถือนานเกินไปโดยไม่ได้พักสายตา ซึ่งโดยมาก การปวดตามักทำให้ปวดศีรษะ
7. ปวดหัว มักเกิดจากการลุกลามของปัญหากล้ามเนื้อรอบไหล่ที่ตึงตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงศีรษะไม่สะดวก บางครั้งอาจเกิดจากอาการปวดตาหรือตาแห้ง และหัวแตกได้ บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นปวดศีรษะไมเกรน
8. ปวดหลัง ปวดหลังที่เกิดจากการยืนหรือนั่งท่าที่ไม่ถูกวิธีเป็นเวลานาน หรือใช้กล้ามเนื้อหลังแรงเกินไปจนเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ
สาเหตุทั่วไปของอาการออฟฟิศซินโดรมและวิธีป้องกัน
ออฟฟิศซินโดรม มักเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน ไม่ค่อยได้เปลี่ยนอิริยาบถ รวมถึงอิริยาบถที่ไม่เหมาะสม เช่น การนั่งไขว่ห้างเป็นประจำ การนั่งงอตัว หรือก้มตัวเป็นเวลานาน เป็นต้น ทำให้กล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานซ้ำ ๆ เกิดการหดตัวหรือยืดในรูปแบบเดิมบ่อย ๆ จนเกิดกล้ามเนื้อเป็นมัด บาดเจ็บหรืออาจบิดเป็นก้อนแน่นและปวดตามมาได้
กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ในร่างกายของเราประกอบด้วยเส้นใยต่อเนื่องกันมากมาย เมื่อกล้ามเนื้อเริ่มมัดรวมกัน ดึงกลับไปกลับมา เริ่มแรก ความฝืดอาจเริ่มจากจุดใดจุดหนึ่ง แต่พอนานวันเข้าก็จะปวดไปอีกจุดหนึ่ง เพราะถูกกล้ามเนื้อที่หดตัวดึงกลับ รู้ตัวอีกที อาการปวดแผ่เป็นบริเวณกว้างไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ปวดได้แน่ชัด
ธรรมชาติของคนทำงานในยุคนี้มักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานได้ยาก เพราะต้องโฟกัสกับงานหรือยุ่งจนลืมเปลี่ยนอิริยาบถและพักสมอง มักปล่อยให้อาการของโรคนี้รุนแรงขึ้น หรือแพร่กระจายไปยังกล้ามเนื้อและระบบประสาทที่เกี่ยวข้อง หากปล่อยไว้ไม่รักษาหรือไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น เสี่ยงหมอนรองกระดูกเคลื่อน กระดูกสันหลังคด และแขนขาอ่อนแรงอีกด้วย
สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักถึงสาเหตุทั่วไปของ Office Syndrome เพื่อให้คุณสามารถดำเนินการป้องกันได้ ตัวอย่างเช่น คุณสามารถฝึกการยศาสตร์ที่ดีที่โต๊ะทำงานโดยการปรับเก้าอี้และตรวจสอบความสูงให้เหมาะสม คุณยังสามารถหยุดพักจากการนั่งหรือยืนเป็นเวลานานได้ นอกจากนี้ เทคนิคการจัดการความเครียด เช่น การฝึกหายใจลึกๆ หรือการทำสมาธิ สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคออฟฟิศซินโดรมได้